พญากระรอกดำ

ชื่อทางวิทยาศาสตร์ : Ratufa bicolor

ลักษณะทั่วไป : เป็นกระรอกขนาดใหญ่ ขนด้านบนของลำตัวมีสีน้ำตาลไหม้ ด้านล่างถึงท้องมีสีอ่อนเป็นสีครีมหรือ สีส้ม หางเป็นพวงยาวใหญ่สีดำ มีหนวดสีดำยาวเห็นได้ชัด เล็บเท้าโค้งแหลมคมมาก ตัวเมียมีเต้านม 3 คู่

ถิ่นอาศัย : พบในเนปาล อัสสัม พม่า จีนตอนใต้ เกาะไหหลำ อินโดจีน มาเลเซีย สุมาตรา ชวา และบาหลี ประเทศไทยมีมากทางภาคใต้ แถวจังหวัดตรัง เกาะภูเก็ต สมุย เกาะพงัน กาญจนบุรี และจันทบุรี ทางภาคใต้เรียก “พะแมว” เป็นสัตว์กินผลไม้เป็นอาหารหลัก และกินแมลง ไข่นก

พฤติกรรม : พบเห็นได้ยาก เป็นสัตว์อยู่ในป่าดงดิบ อยู่บนต้นไม้สูง ชอบร้องทักเมื่อเห็นคนหรือสัตว์อื่น หากินตัวเดียว ยกเว้นในฤดูผสมพันธุ์จึงจะอยู่เป็นคู่ พญากระรอกดำผสมพันธุ์ได้เมื่อมีอายุประมาณ 2 ปี ตั้งท้องนาน 28 วัน ออกลูกครั้งละ 1-2 ตัว ทำรังด้วยกิ่งไม้ ใบไม้แห้งตามยอดไม้สูง ๆ มันจะนอนในรังเสมอไม่ว่าจะมีหรือไม่มีลูกอ่อนก็ตาม มักทำรังไว้หลายแห่ง ส่วนจะอาศัยอยู่ในรังไหนก็แล้วแต่ความอุดมสมบูรณ์ของอาหารในบริเวณนั้น จะเลือกอาศัยอยู่ในรังซึ่งบริเวณนั้นหาอาหาร ได้ง่าย อายุยืน 10 กว่าปี

สถานภาพปัจจุบัน : เป็นสัตว์ป่าคุ้มครอง ตามพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พุทธศักราช 2535

สถานที่ชม : สวนสัตว์เปิดเขาเขียว, สวนสัตว์นครราชสีมา

พญากระรอกดำ สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมชนิดหนึ่ง มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Ratufa bicolor ในวงศ์กระรอก วงศ์ย่อยพญากระรอก เป็นกระรอกชนิดหนึ่งที่ใหญ่ที่สุดในโลก และเป็นกระรอกชนิดที่ใหญ่ที่สุดที่พบในประเทศไทย หางยาวเป็นพวง ขนตามลำตัวและหางสีดำสนิท บางตัวอาจมีสะโพก หรือโคนหางออกสีน้ำตาล ขนบริเวณแก้มและท้องสีเหลือง เท้าหน้ามี 4 นิ้ว เท้าหลังมี 5 นิ้ว เล็บยาวและโค้งช่วยในการยึดเกาะต้นไม้ และสะดวกในการเคลื่อนไหวไปมา ขนาดโตเต็มที่มีความยาวลำตัวและหัว 33-37.5 เซนติเมตร ความยาวหาง 42.5-46 เซนติเมตร น้ำหนัก 1-1.6 กิโลกรัม

มีการกระจายพันธุ์ในแคว้นอัสสัม ของอินเดีย ภาคตะวันออกของเนปาล ภาคใต้ของจีน พม่า ไทย ลาว กัมพูชา เวียดนาม มาเลเซีย เกาะสุมาตรา เกาะชวา เกาะบาหลี มีทั้งหมด 10 ชนิดย่อย มีพฤติกรรมมักอาศัยอยู่ในป่าที่มีเรือนยอดไม้สูง เช่น ป่าเบญจพรรณและป่าดิบแล้ง มักพบเห็นอยู่ตามเรือนยอดไม้ที่รกทึบและใกล้ลำห้วย หากินในเวลากลางวันและหลับพักผ่อนในเวลากลางคืน มีความปราดเปรียวว่องไว สามารถกระโดดไปมาบนยอดไม้ได้ไกลถึง 22 ฟุต ปกติจะอาศัยอยู่ตามลำพัง ยกเว้นในฤดูผสมพันธุ์หรือมีลูกอ่อนที่อาจเห็นเป็นคู่หรือเป็นกลุ่มเล็ก ๆ ผสมพันธุ์ได้เมื่ออายุได้ 2 ปี ตั้งท้องนาน 28 วัน ออกลูกครั้งละ 1 – 2 ตัว โดยที่ตัวเมียมีเต้านมทั้งหมด 3 คู่ รังสร้างขึ้นโดยการนำกิ่งไม้สดมาขัดสานกันคล้ายรังนกขนาดใหญ่ และอาจจะมีรังได้มากกว่าหนึ่งรัง สถานะของพญากระรอกดำในธรรมชาติในสหภาพนานาชาติเพื่อการอนุรักษ์ธรรมชาติและทรัพยากรธรรมชาติ (IUCN) จัดให้อยู่ในสถานะใกล้สูญพันธุ์ (Endangered) แต่ปัจจุบันมีผู้สามารถเพาะขยายพันธุ์ได้ที่เลี้ยงได้แล้ว และนิยมเลี้ยงเป็นสัตว์เลี้ยง

พญากระรอกดำ ยังมีชื่อเรียกอื่นอีกว่า “กระด่าง” ในภาษาใต้เรียก “พะแมว”